Thursday, December 17, 2009

เว็บและทิป-เทคนิคการใช้ Twitter ในรูปแบบต่างๆ

  • โพสต twitter เข้า Blog ที่ต่างๆ - http://www.feedblitz.comz
  • ส่งภาพจาก Flickr Account เข้าที่ Twitter - http://flickr.twittergram.com
  • เพิ่ม Event ใหม่ลงใน Google Calendar - http://twittercal.com
  • ใช้ Twitter เตือนเวลานัด ตั้งเตือนอะไรต่างๆ ได้ เพียงแค่ Follow User ชื่อ "timer" – โดยส่ง direct message ไปพร้อมกับเวลาที่ต้องการให้เตือน แล้วมันจะเตือนเมื่อถึงเวลา เช่น “d timer 30 pick daughter” (หน่วยน่าจะได้เป็นนาทีนะ)
  • มีใครพูดถึงเรา หรือ ตามที่ Keyword ที่เราต้องการจะมีเตือนเข้ามา ด้วย - http://tweetbeep.com
  • ระบบค้นหาใน Twitter สามารถค้นได้ที่ http://tweetscan.com และ http://www.monitter.com
  • สร้างโพล แบบสอบถามออนไลน์ของคุณเองง่าย ๆ กับ - http://strawpollnow.com
  • เอา tweet ล่าสุดของเรามาใส่ในรูปภาพ เหมาะสำหรับใช้เป็นลายเซ็นต์ ในเว็บบอร์ดต่างๆ - www.Tweetsig.com
  • ดูว่าใคร เลิก Follow เราผ่านบริการของ - www.useqwitter.com
  • ดูว่ามีคนตามเรา (Follow) เท่าไรบ้างกับ - www.TwitterCounter.com
  • ตั้งเวลา Twitt ได้ล่วงหน้า - www.Twuffer.com
  • โพส feed ลงทวิตเตอร์แบบอัติโนมัติ เหมาะสำหรับเจ้าของเว็บไซต์หรือเจ้าของบล็อก ที่ต้องการอัพเดทเรื่องใหม่ๆลงทวิตเตอร์อัตโนมัติ - www.Twitterfeed.com
  • ตอนนี้ทั่วโลกมีใคร tweet ว่าอะไรกันบ้าง โดยทำการเชื่อมต่อกับระบบของ google map - Twittervision - feelza.net
  • เช็คว่าเรา Follow ใครแล้วใครไม่ Follow เรา หรือ ใคร Follow เรา แต่เราไม่ Follow เขา - Friendorfollow
  • ดูว่าเราคุยโต้ตอบกับใครว่าอะไร ตามที่เราต้องการ เพียงใส่ชื่อ user ของ 2 ฝ่ายที่ต้องการดู - Tweet2tweet
  • ดูสถิติต่างๆใน twitter ของเรา - Tweetstats
  • แหล่งรวม BG สำหรับตกแต่ง Twitter - Twitterpatterns
  • เว็บที่รวมเอา Twitter + YouTube + Flickr แล้วมารวมเป็น Time line ทำให้รู้ว่าเราทำอะไรบ้างในแต่ละวัน - http://www.dipity.com
  • Tweet กันเป็นกลุ่มกับ - GroupTweet.com อ่าน วิธีการใช้งานได้ที่นี่
  • เว็บที่ใช้หาเพื่อนที่เล่น Twitter ในแถวท้องที่คุณ(จังหวัด อำเภอ) เค้าใช้ IP เช็กว่ามีใครบ้าง เจ๋งดี : http://www.twitterlocal.net (เหมาะสำหรับคนที่ไม่มีคนให้ follow มากเท่าไร)
  • ทำ Poll ง่ายๆ ผ่าน Twitter และ Facebook - http://twtpoll.com/
  • ประเมินว่า Twitter Account ของคุณมีมูลค่าเท่าไร - http://www.whatsyourtweetworth.com
  • หาเงินจากการ ลงโฆษณาใน Twitter ของคุณ - www.Twitterad.com ***
  • บอกตำแหน่งของคุณบนโลกนี้ผ่าน Twitter ด้วย (ลงบนมือถือที่มี GPS) - http://gpstwit.com/
  • เว็บวัดสถิติการ follow ของแต่ละ user ทำเปรียบเทียกบกันได้ - http://twittercounter.com/
ทีี่มา: http://www.pawoot.com/twitter

วิธีการพูดคุยสื่อสารกับคนอื่นๆ ผ่าน Twitter

  • ใน Twitter การจะคุยกับใคร หรืออ้างอิงถึงชื่อใครใน Twitter ต้องใส่ "@" นำชื่อของ user หน้าคนนั้นๆ เช่น "@siwat วันนี้จะไปเที่ยวรึเปล่า" ข้อความ ก็จะไปโผล่ที่หน้า Twitter ของเพื่อนผมที่ชื่อว่า siwat และไปแสดงในส่วนของ "Replies" หรือเป็นส่วนที่คน ตอบ หรือ Reply คุณกลับมาด้วย (อยู่เมนูด้านซ้าย)
  • อยากจะส่งข้อความส่วนตัว (Private) แบบไม่ให้คนอื่นๆ เห็นข้อความของคุณกับคนที่คุณคุยด้วย ให้ใช้พิมพ์ "d" นำหน้า d=direct message เช่น "d siwat วันนี้เราไปเที่ยวไหนกันดี?" ข้อความที่ผมส่งไป ก็จะไปขึ้นในส่วนหน้า Twitter ของเพื่อนผมที่ชื่อ @siwat และก็จะไปขึ้นในส่วนของ "Direct Messages" ด้วย
  • การอ้างอิงถึงอะไร ที่คุณอยากให้คำๆ นั้นเป็น Tag หรือคำที่น่าสนใจ ใช้ "#" นำหน้าเช่น "#TARAD เป็นเว็บที่ดีนะ" คำว่า TARAD ก็กลายเป็น Tag คำนึงที่สามารถค้นหาได้ง่าย และติดตามได้ง่าย การใช้ Tag ควรใช้กับคำที่คุณสนใจ
ที่มา: http://www.pawoot.com/twitter

เริ่มต้นการใช้ Twitter ใช้ยังไง?

  • อย่างแรก คุณต้องไปสมัครเป็นสมาชิกของ Twitter.com ก่อนครับ หลังจากสมัครแล้วก็จะมีหน้าของคุณเอง เป็น www.twitter.com/ชื่อคุณ
  • คุณสามารถพิมพ์ "เรากำลังทำอะไรหรือคิดอะไรอยู่" ในช่องด้านบนของหน้าคุณได้เลย ในช่อง "What are you doing?" ซึ่งการพิมพ์ลงไปบอกว่าเราทำอะไรอยู่ เราเรียกกันว่า "Twitt" บ้างก็ "Tweet"
  • มือใหม่จะ Twitt อะไรดี? คนที่สมัคร Twitter มาใหม่ ๆยังไม่รู้ว่าตัวเองจะ Twitt อะไรดี ผมขอให้แนะให้ "Follow" หรือ "ตาม" เพื่อนๆ หรือ คนที่คุณสนใจเค้าก่อนดีกว่า คนที่คุณตาม อาจจะเป็นคนที่มี life style เดียวกับคุณ หรือเป็นคนที่คุณรู้จัก (อยู่ฝ่ายเดียวก็ได้) หรืออยากรู้จักเค้า
  • จะหาคน Follow ได้ไง? ง่ายและสะดวกที่สุด คือการเข้าไปที่ หน้า twitter ของคุณที่คุณรู้จัก, เพื่อนคุณ หรือคนที่คุณตามอยู่ เค้ามีเพื่อนใครบ้าง โดยดูด้านซ้ายของหน้า Twitter ของเค้า จะเห็นว่ามีหน้าของเพื่อนๆ เค้าเต็มไปหมด ซึ่งแน่นอน คนในนั้นอาจจะเป็นเพื่อน หรือคนที่คุณรู้จักอยู่แล้วก็ได้ กดตามเข้าไป แล้วก็ follow เค้าเลย คุณก็จะเริ่มมีคนที่ follow เยอะมากขึ้น ความสนุกของ Twitter จะเริ่มขึ้นเมื่อคุณมีเพื่อนที่ Twitt บ่อยๆ ซัก 5-10 คนในกลุ่มคนที่คุณ follow นึกใครไม่ออกก็ตามผมไปก่อนละกัน ก๊ากๆ www.twitter.com/pawoot เพราะคนเหล่านี้ทำอะไร คุณก็จะเริ่มรู้ เรียนรู้ รับรู้ไปพร้อมๆ กับคนเหล่านั้น
  • แล้วฉันจะ Twitt อะไรดี (วะ) เนี่ย? การ จะเริ่มต้น Twitt ควรเริ่มต้น Twitt จากอะไรง่ายๆ ก่อน เช่น ดูทีวีอยู่, กินข้าวอยู, ประชุมอยู่, คิดอะไรอยู่, ดูเว็บอะไรอยู่ ก็จะเป็นการเริ่มต้น Twitter ที่ดี แต่จริงๆ การที่คุณเห็นคนอื่นๆ Twitt ไปๆ มาๆ มันก็จะมีส่วนกระตุ้นให้คุณอยาก Twitt กับไปบ้าง (ผมถึงให้คุณ follow คนเยอะๆ ก่อนไง)
ที่มา: http://www.pawoot.com/twitter

ประโยชน์ twitter

ประโยชน์ twitter กับคนธรรมดา (Individual)

  1. ความรู้ และประสบการณ์ ที่ผมได้รับพร้อมๆ กับเพื่อนๆ ของผม "ทันที"
    แปลกใหม่ และ ตลอดเวลา เช่น นาย Macroart เพื่อนผมไปเจอ บทความใหม่น่าสนใจ แล้วเค้าอ่านอยู่แล้วก็ ส่งข้อความไปว่าเค้ากำลังอ่านบทความนี้อยู่ ซึ่งเค้าบอก URL ของหน้าๆนั้นไว้ ผมก็จะสามารถทราบ และหากเห็นว่าน่าสนใจ ผมก็สามารถเข้าไปอ่านในสิ่งเดียวกัน กับสิ่งที่เพื่อนผมอ่านอยู่ ในเวลาเดียวกันทันที
  2. ข่าวสาร จากสถานที่ต่างๆ
    เนื่องจากมีคนหลายๆ คนที่ผมติดตามเค้า หลายคนชอบนำข่าวที่อ่านหรือสนใจมาลงใน Twitter ซึ่งทำให้ผมทราบข่าวใหม่ ๆ ที่เพิ่งออกล่าสุดทันที เช่น ล่าสุด นายกสมัครโดนศาลสั่งหมดสิทธิเป็นนายกจากการออกรายทีวี ซึ่งทันทีที่ศาลสั่ง เพื่อนผมทราบ เค้าก็แจ้งลงมาใน Twitter ซึ่งผมก็ทราบทันเช่นกัน หรือ ส่วนตัวผมได้โอกาสเข้าไปฟังในงานสัมมนาต่างๆ หรือ ในห้องเรียน เมื่อก่อนผมจะจดโน๊ตลงกระดาษ เดียวนี้ผมจดลง Twitter แล้ว ซึ่งจะทำให้คนตามผม สามารถได้รับข้อมูล ในสิ่งเดียวที่ผมกำลังเรียนอยู่ บางครั้งมี การถ่ายทอดสดเหตุการณ์ต่างๆ ผ่าน Twitter เช่นกัน

  3. ได้เพื่อนใหม่
    หลังจากที่ผมได้ใช้ Twitter มาพักใหญ่ๆ และได้เจอคนหลายๆ คนใน Twitter ทำให้เกิด "เพื่อน" กลุ่มใหม่เกิดขึ้น ในบรรดาคนที่ใช้ Twitter ร่วมกัน ไม่ว่าเป็นนักพัฒนา หรือคนหลากกลุ่ม รวมไปถึงชาวต่างประเทศอีกหลายๆ คนที่ได้มีโอกาสเจอพบปะกันจริงๆ ภายหลัง นับว่าเป็นช่องทางที่สามารถสร้างเพื่อนได้ดีอีกช่องทางหนึ่งเลยทีเดียว

ประโยชน์ twitter กับธุรกิจ (Business)

  1. เป็นเครื่องมือทางการตลาด
    สามารถ ใช้เป็นเครื่องทางการตลาดในการสื่อสาร กับกลุ่มเป้าหมายของสินค้าหรือบริการได้ดี เพราะสามารถสื่อสารได้แบบทันที (Real time) และยังสามารถใช้เป็นเครื่องมือในการสร้างความสัมพันธ์ (Relation) กับกลุ่มเป้าหมายได้ดีอีกด้วย
  2. สร้างการรับรู้ของ Brand
    การสื่อสารผ่าน Twitter ไปยังกลุ่มเป้าหมายบ่อยๆ จะทำให้การรับรู้ของ Brand ดีขึ้น และจะรู้สึกคุ้นเคยกับ Brand ดีขึ้นเช่นกัน ทำให้สามารถสร้างความต่อเนื่องของ Brand ได้
  3. ช่องทางกระจายข้อมูลข่าวสารช่องทางใหม่
    ตอนนี้มีหลายๆ เว็บไซต์ เริ่มมีการนำ Twitter มาเป็นช่องทางหนึ่งในการ ส่งข้อมูลล่าสุดที่ทางเว็บไซต์มี เช่น สำนักข่าวต่างประเทศหลายๆ แห่งเช่น BBC (http://twitter.com/bbctech), CNN, BusinessWeek, ESPN, CNET (http://twitter.com/cnetnews) ก็เริ่มนำ Twitter มาใช้ในการส่งข่าว ให้กับผู้ที่สนใจ สามารถติดตามผ่าน Twitter ได้ทันที
  4. แจ้งข้อมูลสินค้าใหม่ๆ
    มีหลายๆ เว็บไซต์เริ่มนำ Twitter มาใช้ในการ แจ้งข้อมูลสินค้าใหม่ๆ ให้กับผู้ที่สนใจ สามารถติดตาม จากเว็บไซต์ได้ทันทีผ่าน Twitter เช่น เว็บไซต์ Amazon.com ใช้ Twitter ส่งโปรโมชั่นสินค้าใหม่ๆ ผ่าน Twitter http://twitter.com/amazondeals หรือเว็บไซต์ www.woot.com เว็บไซต์ขายสินค้า ก็มี Twitter ให้บริการ ติดตามได้ที่ http://twitter.com/woot
  5. เครื่องมือในการศึกษาข้อมูล
    เราสามารถใช้ Twitter เป็นเครื่องมือในการศึกษา และวิเคราะห์ว่า ตอนนี้ Brand หรือสินค้า-บริการของเรา มีใครพูดถึงบ้างใน Twitter และเค้าพูดถึงในมุมไหน? และยังสามารถใช้ศึกษาพฤติกรรมของลุกค้า หรือกลุ่มเป้าหมายของเราได้ดีอีกด้วย โดยมีเครื่องมือหลายอย่าง ที่สามารถจะนำมาใช้ Monitor และติดตามความเคลื่อนไหวหรือพฤติกรรมของกลุ่มเป้าหมายได้
ที่มา: http://www.pawoot.com/twitter

Twitter คืออะไร

ทวิตเตอร์ (Twitter) คือเว็บไซต์ที่ให้บริการ blog สั้น หรือที่ภาษาอังกฤษเรียกกันว่า Micro-Blog ซึ่งสามารถให้ผู้ใช้ส่งข้อความของตนเอง ให้เพื่อน ๆ ที่ติดตาม twitter ของเราอยู่อ่านได้ และเราเองก็สามารถอ่านข้อความของเพื่อน หรือคนที่เราติดตามเค้าอยู่ได้ ซึ่ง twitter ก็ถือได้ว่าเป็นเว็บไซต์ประเภ ท social Media ด้วยเ่ช่นกัน

ในรูปแบบของ twitter นี้ ที่เรียกว่าเป็น blog สั้นก็เพราะว่า twitter ให้เขียนข้อความได้ครั้งละไม่เกิน 140 ตัวอักษร ซึ่งข้อความนี้เมื่อเขียนแล้วจะไปแสดงอยู่ในหน้า profile ของผู้เขียนนั่นเอง และจะทำการส่งข้อความนี้ไปยังสมาชิกที่ติดตามผู้เขียนคนนั้นอยู่ (follower) โดยอัตโนมัติ

สาเหตุสำคัญที่ twitter นั้นฮิตไปทั่วโลก ก็เพราะว่ามีเครื่องมือที่อำนวยความสะดวกให้ผู้เขียน สามารถอัพเดทหรือเขียนข้อความ (Tweet) จากที่ไหนก็ได้ ตั้งแต่หน้าเว็บไซต์ บนโปรแกรมที่ติดตั้งลงบนเครื่องคอมพิวเตอร์ หรือแม้กระทั่งบนโทรศัพท์มือถือ จึงทำให้ผู้เขียน twitter นั้นสามารถอัพเดทได้บ่อยเท่าที่ต้องการ

twitter

ที่มา: http://keng.com/2009/07/27/what-is-twitter/

สมัคร Myspace

มีหลายๆ คนสงสัยและถามกันเข้ามาว่า ในหน้าต่าง contact list หน้าชื่อบางคนมีรูปดาวอยู่ด้วย มันคืออะไร
หมายความว่าอะไร มีประโยชน์อะไร และอีกร้อยคำถามเห็นจะได้ ก็เลยต้องมาทำเป็นสารคดี เอ้ย ไม่ใช่
บทความเกี่ยวกับเจ้า MSN myspce

MSN myspace คือ เว็บบล็อก ที่ทาง msn ให้ผู้ที่ใช้ msn ได้เข้าไปใช้บริการกัน ก็มีคำถามต่ออีกว่า เจ้า webblog คืออะไร
สำหรับ เจ้า Web Blog ผมอยากให้เรานึกง่ายๆ ว่ามัน คล้าย ไดอะรี่ แต่ไม่ใช่นะครับ ย้ำ ว่า บล็อก ไม่ใช่ ไดอะรี่ โดยบล็อกจะมีความหลากหลาย
มากกว่า เพราะในบล็อก ผู้ที่เป็นเจ้าของเนื้อที่นั้น จะเป็นผู้ที่ดูแลเนื้อหา ว่า จะให้เป็นแนวไหน หรือว่าจะเป็นเนื้อเรื่องอะไร
ส่วนหลายคนเอามาเป็น ไดอะรี่ นั้น ผิดไหม คงไม่ผิด คือมันแล้วแต่ว่า ผู้ดูแลจะเป็นอย่างไร

ข้อดี
- มีลูกเล่นค่อยข้างมากกว่าที่อื่นไม่ว่าจะเป็นในส่วนของ Layout, Music ,Photo เป็นต้น รวมทั้ง
- มีการแสดงให้เห็นใน Contact list ของ MSN อีกด้วย (เป็นรูปดาวๆหน้าชื่อนั่นล่ะครับ )
- สามารถกำหนดสิทธิคนที่จะเข้าดูได้หลายระดับ

ข้อเสีย
- เปิดดูได้ช้ามาก ยิ่งเน็ต 56 K คงแทบหมดสิทธิ หากบล็อกมีลูกเล่นเยอะ
- ยังไม่สามารถใส่พวก script แบบไดอารี่ หรือ บล็อกในหลายๆ ที่ได้ (อันนี้ไม่ค่อยสำคัญเท่าไหร่สำหรับผม)
- การเลือกจำนวนของ Entry หรือบทความที่จะแสดงในหน้าแรกของบล้อก ได้ต่ำสุดที่ 5 ดังนั้นใครที่นิยมเขียนอะไรยาวๆ ทำใจได้เลยครับว่า หน้าแรกของบล็อก คุณจะยาวสุดกู่เลยล่ะครับ สุดท้ายคือ
- ความสามารถ ในส่วนของการกำหนดขนาดตัวอักษร ซึ่งผม ยังหาไม่เจอว่า มีการให้ใส่หรือ เลือกขนาดตัวอักษรสำหรับบทความได้ในจุดไหน ซึ่งอันนี้ผมคิดว่ามัน สำคัญที่เดียว การเล่้นตัวอักษร เล็กใหญ่ มันช่วยเน้นข้อความและทำให้อ่านได้ง่ายขึ้น สรุปใจความได้ง่ายขึ้น โดยไม่ต้องอ่านทั้งหมด ก็ไ้ด้ ซึ่ง การเล่นสีและตัวหนา เพียงอย่างเดียว มันยังไม่มากพอครับ

พรรณา กันมายาวแล้วไปดูขั้นตอนสมัครกันก่อนเลยครับ ขั้นแรกให้เข้าไปที่ http://spaces.msn.com เราก้อจะพบกับนี่ครับหน้าตาอย่าง
ภาพล่างนี้









ให้ คลิกเลือกตรง Sign in นะครับ สำหรับคนที่มีอีเมล์ของ hotmail หรือ msn อยู่แล้วนะครับ ส่วนใครที่ยังไม่มีก็ให้คลิกเลือกตรง Sign up
เพื่อสมัครใหม่ก่อนนะครับ (อันนี้ ผม ถือ ว่าทุกคนมีอยู่แล้วนะครับ เพราะเล่น msn กันนี่ ไม่มีได้ไงล่ะ) จาั้กนั้น ก็จะต้องรอซักครุ่ ในหน้าใหม่ ให้กรอก อีเมล์ และ พาสเวิร์ด เข้าไปตามปรกตินะครับ








เมื่อ login เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ในหน้าใหม่นี้ จะมีช่องให้กรอก และเลือก นะครับ แบ่งเป็นสามหัวข้อคือ
1.
Title of space ซึ่ง ในช่องนี้จะเป็นชื่อ หรือ ชื่อบล็อกของเราน่ะล่ะครับ
2.
Unique name อันนี้จะหมายถึงชื่อที่จะใช้ระบุเป็น url ของ บล็อกเรานะครับ ซึงเมื่อกรอกแล้ว ให้กด Check ด้วยนะครับ เพื่อระบบจะทำการตรวจสอบว่า ชื่อที่คุณใช้นั้น มีคนใช้ไปหรือยัง (ใช้ชื่อเมล์เลยครับง่ายดี ไม่ซ้ำด้วย)
3.
Time zone เลือกโซนเวลาของบล็อกเราครับ เพราะว่า แต่ละพื้นที่บนโลกจะไม่เท่ากันใช่ไหมครับ ดังนั้นเวลาที่เราเลือก ก็จะใช้แสดงอย่างเวลาเราเพิ่มบทความ เพิ่มเรื่องของเราเข้าไป มันก็จะอ้างอิงจากค่านี้น่ะล่ะครับ

เมื่อทุกอย่างพร้อมก็ คลิก create your space ครับ









จากนั้น หน้าถัดมา จะเป็นการให้เราเลือก permission หรือการอนุญาติให้เข้าชม บล็อกของเรา ว่าใครจะเข้าดูได้บ้าง
ซึ่งสามารถกำหนดได้ตั้งแต่
- Private คือ เฉพาะผู้ที่ได้รับอนุญาติเท่านั้น
- Messenger คือสำหรับคนที่มีรายชื่ออยู่ใน MSN ของคุณเท่านั้น
-Public คือ เปิดเสรี ใครก็ได้สามารถเข้าดูได้
ถ้าไม่ต้องการเปลี่ยน ก็กดตรง Go to Your Space (ระบบจะเลือกให้เป็น Public นะครับ)



Tuesday, December 15, 2009

ขั้นตอนและวิธีการสมัคร hi5

1.) เข้าไปที่เว็บไซต์ www.hi5.com

2.) คลิกที่ปุ่ม Sign Up เพื่อสมัครครับ

hi5

3.) จะพบว่ามีหน้าให้กรอกรายละเอียดอยู่ 3 หน้า ให้กรอกรายละเอียดให้ครบ ดังนี้

- หน้าแรกหัวข้อ Name & E-mail ให้กรอก ชื่อ-นามสกุล , อีเมล์ และ ตั้งรหัสผ่าน

hi5

- หน้าที่ 2 Personal Information หรือ ข้อมูลส่วนตัว
เลือกข้อมูลส่วนตัว ดังนี้ เพศ , วันเกิด , ภาษาที่ใช้(English) , ประเทศที่เราอยู่ , เมืองที่เราอยู่

hi5

- หน้าที่ 3 Upload A Photo หรือ การเลือกรูปแทนตัวเรา คลิกปุ่ม Browse เพื่อเลือกรูปแทนตัวเรา ซึ่งไฟล์รูปต้องเป็นไฟล์ นามสกุล jpg , gif , .bmp หรือ png และขนาดไฟล์รูปภาพต้องไม่เกิน 10 MB เรียบร้อยแล้วคลิกที่ปุ่ม Upload

hi5

หมายเหตุ หากต้องการกลับไปแก้ไขข้อมูล สามารถคลิกที่ <> หรือ Next > ที่อยู่ด้านล่างได้เลยครับ

3. วิธีค้นหาเพื่อน

เราสามารถค้นหาเพื่อนที่ถูกใจได้ด้วยวิธีง่ายๆ 2 วิธี คือ

วิธีแรก ที่ช่อง Search ด้านบนของ hi5.com เราสามารถใส่ คำหรือคีย์เวิร์ด(keyword) เพื่อค้นหา ชื่อเพื่อน (People) หรือ ชื่อคลิปวีดีโอ (Videos) ที่ต้องการ ซึ่งวิธีค้นหาจะคล้ายกันกับการค้นหาข้อมูลใน Google.com นั่นเอง เมื่อใส่เรียบร้อยแล้วก็ให้กดปุ่ม Enter ในคีย์บอร์ดหรือคลิกที่ปุ่ม Go

hi5

ก็จะแสดงรายชื่อเพื่อนๆ ที่ต้องการค้นหาดังรูปภาพด้านล่าง และหากยังค้นหาไม่พบก็สามารถที่จะค้นหาอย่างละเอียดได้อีกด้วย

hi5

วิธีที่ 2 ค้นหาตามภูมิลำเนา(SEACH IN CITY) หน้าแรกของ hi5 จะมีช่องให้กรอก Country (ประเทศ) และ City (เมือง) ก็ให้เพื่อนๆ พิมพ์ชื่อประเทศ และเมืองที่เพื่อนต้องการค้นหา จากนั้นคลิกที่ปุ่ม Find Friends

hi5

เจอคนที่อยากรู้จักแล้วก็อย่าลืมขอเค้าเป็นเพื่อนล่ะ

- คลิกที่รูปเพื่อนได้เลย เพื่อแวะเข้าไปเยี่ยมเยียน hi5 ของเพื่อน

hi5

- จากนั้นก็คลิก Add as a Friend เพื่อขอเพื่อนคนนั้นเป็นเพื่อน

hi5

4. เริ่มต้น ตกแต่ง hi5

เสน่ห์ของ hi5 นอกจากจะเป็นที่รวมเพื่อนๆ ที่ถูกใจเราแล้ว ยังเป็นที่ๆเราสามารถแสดงออกถึงความเป็นตัวของเราเองได้อีกด้วย ดังนั้นการตกแต่งประดับประดาหน้าเว็บ hi5 ของเราจึงเป็นสิ่งสำคัญที่เราจะต้องใส่ใจและสวยงามในสไตล์ที่เราชอบ
4.1 สร้าง URL ให้ hi5 ของเราเสียก่อน

การไม่มี URL เปรียบเหมือนกับเราไม่มีที่อยู่เพื่อติดต่อเพื่อนๆจะติดต่อทีก็ลำบาก มาสร้าง URL ให้ hi5 ของเราด้วยขั้นตอนง่ายๆ ดังนี้

1.) Sign in เข้า hi5 ก่อน โดยการกรอกอีเมลที่ใช้สมัคร และพาสเวิร์ด

hi5

2.) คลิกที่เมนู Profile จากนั้น ในช่อง Choose a personal hi5 URL! ให้ทำการตั้งชื่อตาม URL ที่ต้องการ (ส่วนใหญ่ชื่อมักจะซ้ำ ให้เพื่อนๆ อดทนหาชื่อดีๆ จำง่ายๆ กันหน่อย) เรียบร้อยแล้วคลิกที่ปุ่ม Save

hi5

4.2 เลือก Skin สวยๆ กันเถอะ

Skin (สกิน) คือ หน้ากาก หรือรูปร่างหน้าตาของ hi5 ที่เพื่อนๆ สามารถเลือกมาตกแต่ง hi5 ของเราให้ดูสวยงามขึ้นได้

1.) Sign in เข้า hi5 ก่อนครับ จากนั้นคลิกที่เมนู Skin my Profile

hi5

2.) มี Skin มากมายให้เพื่อนเลือกไปแต่ง หากต้องการทดสอบดูก่อนก็ให้คลิกที่ปุ่ม Preview หรือถ้าต้องเลือกใช้เลยก็ให้คลิกปุ่ม Use Skin เรายังสามารถที่จะเลือกskinอื่นๆ ได้อีกมากมายโดยคลิกที่ปุ่ม Next

hi5

3.) ถ้าวันนึงเกิดเบื่อ Skin เดิมๆ เราก็สามารถเปลี่ยนใหม่ได้โดยคลิกที่ Change my Skin จากนั้นก็เข้าเลือก Skin ใหม่ๆ กันได้เลย

hi5

4.3 ใส่ลูกเล่นสวยๆ ด้วย Widget

Widget เป็นโปรแกรม เล็กๆ สวยๆ ที่เราสามารถนำมาใส่ใน hi5 เพื่อเพิ่มจุดเด่นและความน่าสนใจครับ และเนื่องจาก Widget มีอยู่บนอินเทอร์เน็ต มีให้เลือกเยอะแยะมากมาย ในบทความนี้จึงขอยกตัวอย่างการติดตั้งWidgetบางตัวที่เห็นว่าน่าใช้และได้ รับความนิยมสูง

1.) Log in เข้า hi5 ก่อน จากนั้นคลิกที่เมนู Add A Widget

hi5

2.) เมื่อคลิกเข้ามาแล้ว จะพบกับ widget หลายตัว ทั้ง สไลด์รูปภาพ , คลิปวิดีโอ , เกม Glitter Text สามารถเลือกใส่ได้ตามใจชอบ ในที่นี้ขอแนะนำ การทำสไลด์รูปภาพ ด้วย Widget ยอดฮิต ที่ชื่อ Slide Shows

hi5

3.) จะเข้าสู่เว็บ Slide.com เริ่มต้นด้วยการคลิกเมนู My Files เพื่อเข้าไปเลือกรูปภาพทำการสร้างสไลด์

hi5

4.) ขั้นตอนถัดมา ให้คลิกที่ปุ่ม Browse และเมื่อเลือกรูปภาพจากในเครื่องของเรา

hi5

5.) ได้รูปมาครบแล้วเราก็ทำการอัพโหลดโดยคลิกที่ปุ่ม Upload faster — click here! ดังรูป

hi5

6.) ตอนนี้อัพโหลดเสร็จเรียบร้อยแล้ว

hi5

7.) คลิกที่ปุ่ม SAVE (get code)

hi5

8.) คลิกที่ปุ่ม ADD To hi5 ดังรูป

hi5

9.) จากนั้นจะพบหน้าต่าง Congratulation ให้คลิกที่ Return To hi5 เพื่อกลับมาที่ hi5 ของเรา

hi5

สไลด์โชว์ที่ได้จะไปอยู่เข้าไปอยู่ในกล่อง Widget เรียบร้อยแล้ว เท่านี้เพื่อนๆ ก็ได้สไลด์โชว์เก๋ๆ ไว้ประดับ hi5 ของเราแล้วล่ะครับ

hi5

4.4 ใส่เพลงยอดฮิตใน hi5

เพื่อนๆ สามารถนำโค้ดเพลงจากเว็บไซต์ Imeem.com มาแปะใน hi5 ของเราได้ด้วยขั้นตอนดังนี้

4.4.1 สมัคร imeem.com กันก่อน

1.) เข้าเว็บ www.imeem.com จากนั้นให้ทำการ สมัครสมาชิกโดยคลิกที่ปุ่ม Sign Up! ดังรูป

hi5

2.) กรอกรายละเอียดการสมัคร เรียบร้อยแล้วคลิก Sign Up ดังรูป

hi5

3.) เข้าไปที่อีเมล์ที่เราใช้สมัคร จากนั้นเข้าไปเช็คอีเมล์ที่ Inbox เราจะพบว่ามีหัวข้ออีเมล์ที่ชื่อ imeem support ดังรูป

hi5

4.) เปิดอีเมล์ และคลิกลิงค์ดังรูปเพื่อ Confirm การสมัคร ก็เป็นอันสิ้นสุดขั้นตอนการสมัครสมาชิก imeem.com

hi5

4.4.2 วิธีนำโค้ดเพลงจาก imeem ไปแปะบน hi5 ของเรา

1.) ทำการ Log in เข้า imeem.com

2.) ทำการค้นหาเพลงที่ต้องการ โดยพิมพ์ชื่อเพลง เลือกประเภทเป็น Music จากนั้นคลิกที่ Search

hi5

3.) เมื่อพบเพลงที่ Search แล้ว ให้คลิกไปที่ชื่อเพลง จะพบหน้าต่างใหม่

hi5

4.) เมื่อพบหน้าต่างใหม่แล้ว สังเกตุคำว่า Embed ให้ copy โค๊ดนั้นไว้ และอย่าลืมเช็คเครื่องหมายถูกที่ Auto Play ด้วยนะครับ

hi5

5.) ให้กลับมาที่ hi5 ของเรา ไปที่กล่อง Life Style คลิกที่ Edit this section

hi5

6.) นำโค๊ดที่ก๊อปปี้มาได้ไปวางในช่อง About Me เมื่อวางโค๊ดแล้วให้คลิก Save Profile ดังรูป

เท่านี้เพื่อนๆ ก็จะมีเพลงเพราะๆ ใน hi5 ของตัวเองแล้ว

แหล่งข้อมูล กระปุกดอทคอม

ประโยชน์ของ hi5

ประโยชน์ของ hi5 คือ
1. Hi5 ช่วยให้เรามีเพื่อนฝูง
(ข้อพึงระวัง) --ว่ามันจะใช่แค่เพื่อนหรอ เห็นมีกิ๊ก ชู้ คู่หู คู่ฮา กันสนั่น hi5 เลย จนบางทีสร้างปัญหาครอบครัวแตกแยกได้เลย

2. Hi5 ช่วยให้เราเจอเพื่อนเก่าที่หายสาปสูญ
(ข้อพึงระวัง) --บางทีตัวเราเองนะสิที่หายสาปสูญไป เดี๋ยวนี้ไว้ใจใครได้ซะที่ไหนล่ะคะ

3. Hi5 ช่วยให้เราประหยัดเงินค่าโทรศัพท์
(ขอ แย้งเลย) --อันนี้ถูกที่ประหยัดค่าโทรศัพท์ แต่เปลืองค่าอินเตอร์เน็ตและค่าไฟแทนนะสิ แทนที่จะเข้าเน็ตหาเรื่องที่เป็นสาระ กลับมานั่งเล่น hi5 แทนซะนี่

4. Hi5 ช่วยฝึกภาษาอังกฤษ
(ข้อ พึงระวัง) --แต่ภาษาไทยของคุณๆ น่ะกำลังจะวิบัติแล้ว เห็นไปแสดงความคิดกันแต่ละคำ เปิดหาในพจนานุกรมไทยไม่เจอสักที อย่างคำว่า "รัก" ก็เป็น "ร๊าก" "คิดถึง" เป็น "คิดถุง" ฯลฯ

5. Hi5 ช่วยให้เรามีเว็บไซต์ส่วนตัว
(ข้อ พึงระวัง)-- แต่ข้อมูลส่วนตัวกลับถูกเผยแพร่ให้คนทั้งประเทศรู้หมด มันจะดีหรอ บางคนหนักกว่านั้นอีก กลับใส่ข้อมูลส่วนตัวที่เป็นข้อมูลเท็จ อย่างเช่น ใส่รูปปลอม ใส่อายุปลอม เพื่อดึดดูดให้คนเข้ามาดูมาสนใจเยอะๆ และต่อไปก็อาจเกิดการล่อลวงกันได้

6. Hi5 ช่วยให้เราไม่ลืมวันเกิดเพื่อน
(ข้อพึงระวัง) -- แต่ลืมวันเกิดแฟนตัวเองอ่ะสิ เพราะมัวหมกมุ่นแฮปเบิร์ด เดย์ ให้ เพื่อน กิ๊กและ ชู้ ฯลฯ

ที่มา http://www.zheza.com/index.php?a=blog&b=entry&uid=149289&eid=21

hi 5 คืออะไร

Hi5 เป็นระบบอินเตอร์เน็ตออนไลน์ที่มีการเชิญเพื่อนจากรายชื่อเพื่อนในอีเมลต่างๆสมัครเข้ามาเป็นเพื่อนของเรา โดยระบบจะทำการแอดเมล์เพื่อนให้ รูปแบบทั่วไปภายใน Hi5 จะมีทั้งการโชว์รูปภาพ เพื่อฟรีเซ็นต์ตัวเอง เราได้แสดงความเป็นตัวตนของเราอย่างภาคภูมิใจ ด้วยการสร้างและตกแต่ง Hi5 ของเราด้วย ของแต่ง Hi5 ไม่ว่าจะเป็น รูปภาพ , Skin ,Wallpaper , ดุ๊กดิ๊ก , Cursor , ภาพเคลื่อนไหว และของแต่ง Hi5 อื่นๆ อีกมากมายมีพื้นที่ให้เขียนเรื่องราวส่วนตัวด้วย


วิธีสมัครก็ทำได้ด้วยวิธีง่าย ๆ คือคลิกเข้าไปที่ www.hi5.com คลิกที่ปุ่ม Sign Up ระบบจะถามชื่อและรหัสผ่านให้ใส่ไปตามที่สมาชิกต้องการระบบจะลิงห์ข้อมูลเข้า ไปในอินเตอร์เน็ตทั่วโลก หรือใครได้รับ

อีเมลจากเพื่อนชวนไปสมัครยิ่งเร็วมากขึ้น เพราะระบบออนไลน์จะทำการหาเพื่อนให้มาเป็นสมาชิก และยังมีรายชื่อสมาชิกคนอื่นๆ อยู่ในลิสต์เพียงเรา แค่คลิกคำว่า “ Add” สมาชิกคนอื่นๆ ก็จะมาเป็นเพื่อนกับเราได้โดยอัตโนมัติ หรือถ้าเราสมัครตรงจากเว็บ Hi5 ระบบนี้ก็จะไปเชิญชวนเพื่อนๆ และคนรู้จักของเพื่อนๆ มาเป็นเพื่อนเราเหมือนกัน


Hi5 เป็นเหมือนตู้ ปณ.อย่างหนึ่งที่วัยรุ่นใช้เขียนข้อความส่งถึงกัน และเมื่อใครได้รับข้อความจากเพื่อนก็จะส่งข้อความตอบกลับเพื่อนสลับกันไปมา

Hi5 เข้ามาในประเทศไทยเมื่อปี พ.ศ. 2546 ขณะนั้นยังไม่มีลูกเล่นหรือการตกแต่งที่หลากหลาย เป็นเพียงพื้นที่ว่างสำหรับโชว์รูปภาพเพียงอย่างเดียว แต่ในปีพ.ศ. 2550 ที่ผ่านมา Hi5ได้รับความนิยมสูงสุด ทางเว็บไซต์ที่เป็นเจ้าของจึงปรับโฉมใหม่ให้ Hi5 ดูน่าสนใจมากยิ่งขึ้นโดยเพิ่มมัลติมีเดีย มีสไลด์โชว์รูป ลงคริปวีดีโอ เขียนไดอารี่ และคอมเมนท์รูปภาพเข้าไปให้วัยรุ่นเข้าไปเล่นมากขึ้น และเป็นช่องทางขายสื่อโฆษณาภายในเว็บไซต์ไปด้วยซึ่งธุรกิจนี้กำลังเป็นที่ จับตามองของนักลงทุนหลายราย

“เสน่ห์ของ Hi5 นอกจากจะทำให้เรามีเพื่อนเยอะแล้วยังเป็นที่รวมเพื่อนๆ ที่ถูกใจเราด้วย และยังเป็นที่ๆเราสามารถแสดงออกถึงความเป็นตัวของเราเองได้ อีกด้วย ดังนั้นการตกแต่งประดับประดาหน้าเว็บ Hi5 ของเราจึงเป็นสิ่งสำคัญที่เราจะต้องใส่ใจและสวยงามในสไตล์ที่เราชอบ แต่ก็เสี่ยงเหมือนกันคือ เราเอารูปภาพและข้อมูลส่วนตัวไปเผยแพร่ต่อสาธารณชน อาจจะมีพวกมิจฉาชีพที่ไม่หวังดีเข้ามาโจรกรรมข้อมูลของเราได้ เพระระบบจะลิงห์เข้าอีเมลของเราได้ จึงไม่ควรใช้อีเมลที่เราเก็บข้อมูลสำคัญเอาไว้ไปสมัคร Hi5 แต่ปัญหาดังกล่าวจะเกิดขึ้นในเมืองนอกซะส่วนใหญ่ ” กิตตินันท์ กล่าว

ที่มา : http://www.meesara.com/?p=7

Friday, December 11, 2009

QR Code คืออะไร

ว่าทุกท่านคงรู้จักกับ Bar Code กันแล้ว เพราะทุกสินค้า และห้างร้านบ้านเรา ก็มักจะใช้ตัว Bar Code เพื่อกำกับสินค้า ว่าสินค้าตัวนั้น มีชื่อว่าอะไร ราคาเท่าไหร่ เป็นต้น เพื่อให้คอมพิวเตอร์ได้อ่าน และประมวลได้อย่างรวดเร็ว แต่คุณ Bar Code ครับ คุณยังดีไม่พอสำหรับเกมอัจฉริยะข้ามคืน !! เอ่อ ไม่ใช่สิ คือมีมนุษย์เรา พยายามคิดสิ่งที่จะสามารถอ่านค่า ได้เร็วกว่า Bar Code ขึ้นมาอีก สิ่งนั้นคือ QR Code

โดย QR Code ก็คือรหัสชนิดหนึ่ง หรือที่เรียกกันว่า two - dimensional bar code หรือใครจะเรียกว่า 2D bar code ก็แล้วแต่ โดยหลายชื่อนี้ ก็คือ QR Code เหมือนกันครับ ซึ่ง QR Code นี้ถูกคิดค้นขึ้นในปี 1994 โดยบริษัทสัญชาติญี่ปุ่น ที่ชื่อ Denso-Wave และได้จดทะเบียนลิขสิทธิ์ชื่อ QR Code ไปแล้วทั้งในญี่ปุ่น และทั่วโลก ทำให้เรามักจะเรียกว่า 2D Bar Code กันแทนเพื่อเลี่ยงปัญหาลิขสิทธิ์ แต่อย่างไรก็ตาม คำว่า QR Code นั้น ได้ถูกนิยามความหมายว่าเป็น Quick Response หรือการตอบสนองที่รวดเร็ว ซึ่งมาจากความตั้งใจของผู้คิดค้น ที่จะให้ QR Code นี้สามารถถูกอ่านได้อย่างรวดเร็วนั่นเอง ซึ่งตัวสัญลักษณ์ QR Code นี้ได้รับความนิยม จนกลายเป็นของธรรมดาในญี่ปุ่นไปแล้ว

ทุกวันนี้ QR Code นอกจากจะเอาไว้ใช้ในวงการค้าขายสินค้า หรือขนส่งแล้ว ยังเป็นที่นิยมนำเอามาใช้ในการตลาดด้วย เราจะเป็น QR Code ไปโผล่อยู่ตามโฆษณา ในแมกกาซีน หรือป้ายโฆษณา Bill Board เป็นต้น ซึ่งเราสามารถให้ QR Code นี้ เก็บข้อมูล url ของเราได้และด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย เราสามารถติดตั้งซอฟต์ แวร์สำหรับอ่าน QR Code หรือ 2D Bar Code นี้ไว้ในโทรศัพท์มือถือได้ง่าย ๆ แล้ว เมื่อพบ QR Code ในแมกกาซีน หรือป้ายโฆษณา Bill Board ก็สามารถเอามือถือไป scan เพื่อรับข้อมูลนั้นมาได้ โดยสะดวกง่ายดาย สำหรับ QR Code ตัวอย่างที่เห็นอยู่นี้ มีความหมายว่าเป็น http://keng.com หรือเป็น url ของเว็บไซต์นั่นเองซึ่งตัว QR Code นี้สามารถเก็บข้อมูลได้หลายรูปแบบ ตั้งแต่ wap url , web url หรือไฟล์ข้อมูลต่างๆ เป็นต้น

Photo by : akaalias

ที่มา : http://keng.com

สื่อไทยใช้แหล่งข้อมูลจากอินเทอร์เน็ต เพื่อประกอบโฆษณา

แต่ก่อนนี้ เรามักจะเห็นว่าคนทั่วไปเชื่อถือแหล่งข่าว อย่างพวกหนังสือพิมพ์ แมกกาซีน โทรทัศน์กันอย่างมาก แต่ทุกวันนี้สื่อในประเทศไทยของเราได้เปลี่ยนไป และเริ่มเชื่อถือข้อมูลจากอินเทอร์เน็ตกันมากขึ้นแล้ว โดยเฉพาะเอามาใช้ในการโฆษณา ซึ่งโฆษณาชิ้นนี้ ผมไปเจอมาจากหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

ลองดูโฆษณาชิ้นนี้ดูเป็นโฆษณาภาพยนตร์เรื่อง Happy Birthday ซึ่งใช้คำพูดของผู้ใช้ในอินเทอร์เน็ตและเว็บต่าง ๆ มาเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิง เช่น

ไปดูมาแล้ว เป็นหนังที่ใส่ใจรายละเอียดของแต่ละฉาก แต่ละภาพ เป็นอย่างดี ดูแล้วก็ไม่ผิดหวังที่เสียตังค์เข้าไปดู
โดยคุณ แมวม่าน จากเว็บ mthai.com

เราเห็นกันเลยว่า อินเทอร์เน็ตเป็นแหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือมากขึ้น เป็นแหล่งข้อมูลเดียวที่ให้เจ้าของสินค้า ได้รู้ฟีดแบ็คได้เร็วที่สุด สำหรับผู้ที่เป็นเจ้าของสินค้า หรือผู้โฆษณา ลองพิจารณาการพูดคุย หรือสื่อสารกับกลุ่มเป้าหมาย ตามแหล่งชุมชนบนโลกออนไลน์ต่าง ๆ อย่างเช่นเว็บบอร์ดอย่าง pantip.com หรือบล็อกอย่าง exteen.com, bloggang.com ซึ่งเว็บเหล่านี้มีผู้คนมาพูดคุยกันอย่างมหาศาลเลยทีเดียว

ที่มา : http://keng.com/

10 เหตุผลที่ Social Media ไม่สามารถมาแทนที่ Email ได้

อีเมล์จะยังคงเป็นช่องทางสำคัญ ในการติดต่อของผู้คนไปอีกนานแสนนาน แม้ว่าจะมีเครื่องมือในการสื่อสารใหม่ ๆ เกิดขึ้นมากมาย โดยเฉพาะการเกิดมาของ Social Media ต่าง ๆ ที่เริ่มเปลี่ยนวิถีการสื่อสารจากอีเมล์มาใช้ direct message ใน twitter หรือแม้กระทั่งใช้ private message box ใน facebook เป็นต้น สิ่งที่ยังเป็นตัวบ่งบอกว่า อีเมล์ยังไม่ตาย มีดังนี้ครับ

  1. ผู้คนยังคงส่งจดหมายแบบเขียนด้วยมือผ่านไปรษณีย์ แม้ว่าสามารถใช้โทรศัพท์ ส่งอีเมล์ ส่ง sms แทนได้
  2. แทบทุกเว็บไซต์ยังคงใช้อีเมล์เพื่อการลงทะเบียน
  3. Social Network ยังคงส่งการแจ้งเตือนต่าง ๆ ผ่านอีเมล์
  4. ยังไม่เห็นหลักฐานใด ๆ ว่า Google Wave จะเป็นสิ่งที่มาแรงแซงอีเมล์
  5. คนใช้อีเมล์จนเป็นส่วนหนึ่งของการสื่อสารในชีวิตไปแล้ว แต่ Social Network อาจยังไม่ใช่
  6. ยังมีคนอีกหลายคนที่ไม่มีความสนใจที่จะใช้ Social Network
  7. อีเมล์ก็ยังปรับปรุงบริการของตนอยู่เรื่อย ๆ เช่น Google ก็เพิ่มลูกเล่นในการใช้งานให้กับบริการ Gmail ของตนอยู่ตลอดเวลา
  8. แม้กระทั่ง Social Network เองก็ยังเห็นความสำคัญของอีเมล์ เช่น MySpace ซึ่งเป็นหนึ่งใน Social Network ชื่อดัง ก็ยังเปิดให้บริการอีเมล์ของตนเอง เมื่อไม่นานมานี้
  9. ยิ่งคนใช้ Social Media มากขึ้น นั่นหมายถึงมีคนใช้อีเมล์มากขึ้นเช่นกัน
  10. อีเมล์ก็ยังเป็นเครื่องมือที่ทำหน้าที่ในการทำการตลาดได้ดี ในขณะที่บางองค์กรยังหากลยุทธที่เหมาะสมสำหรับสื่อ Social Media ให้ตนเองไม่ได้

เรียกได้ว่าจุดเด่นของเครื่องมือออนไลน์แต่ละอย่าง ก็ไม่เหมือนกัน ดังนั้นการทำการตลาดออนไลน์ที่ดีนั้น ก็ต้องเลือกใช้เครื่องมือให้เหมาะสมด้วยเช่นกันครับ

ข้อมูลจาก WebProNews

เทคนิคง่าย ๆ ในการส่ง email marketing

อีเมล์หนึ่งในเครื่องมือการตลาดแบบดิจิตอลที่นักการตลาดคุ้นเคยมากที่สุดอย่างหนึ่ง แต่การส่งอีเมล์หากลุ่มเป้าหมายที่สมัครเข้ามาในลิสต์ของเรานั้น ควรจะส่งเมื่อไหร่ดีล่ะ

ในสหรัฐอเมริกาฯ ได้มีการทำสำรวจจากนักการตลาดที่ส่งอีเมล์หาผู้บริโภคว่า ส่งอีเมล์ออกไปในวันไหนมากที่สุด ซึ่งจากกราฟด้านล่าง เราจะเห็นว่าการส่งอีเมล์ออกไปในวันจันทร์ และวันอังคาร ซึ่งเป็นช่วงต้นสัปดาห์นั้น ได้รับความนิยมมากที่สุด ผมคิดว่า อาจเป็นเพราะเป็นวันเริ่มต้นของสัปดาห์นั่นเอง

ซึ่งเทคนิคง่าย ๆ อีกอย่างหนึ่งก็คือ การเขียนหัวเรื่อง หรือ subject ของอีเมล์ที่สั้น ๆ บวกกับส่งต้นสัปดาห์ จะทำให้อัตราการคลิกเปิดดูนั้นสูงขึ้นได้มากทีเดียวครับ

ที่มา eMarketer

ส่ง email marketing อย่างไร จึงจะได้ผลดี

การทำการตลาดด้วยอีเมล์ หรือที่ภาษาอังกฤษเรียกกันว่า Email Marketing นั้นขออนุญาตลองแยกรายชื่ออีเมล์ ที่เราต้องการส่ง ออกเป็นสองกลุ่มใหญ่ ๆ ดูนะ

กลุ่มแรก ขอเรียกว่า อีเมล์ที่ผู้รับยินยอมใ ห้เราส่งอีเมล์หาเค้าได้ นั่นก็คือ การที่เรามีฐานข้อมูล อีเมล์ของลูกค้า ที่เราเก็บรวบรวมมา หรือที่ลูกค้ามาสมัครรับข่าวสารจากเรา

ส่วนอีกกลุ่มหนึ่งขอเรียกว่าอีเมล์ที่เราได้มานั้นผู้รับไม่ได้ยินยอม หรือไม่รู้ตัวว่าเราจะส่งอีเมล์ไปหา กลุ่มนี้เรามักจะได้รายชื่อมาจากการเ่ช่าฐานข้อมูลอีเมล์ หรือซื้อมาจากเว็บที่มักจะประกาศขายกันว่า กี่ล้านรายชื่อ ราคาไม่กี่บาทเป็นต้น

สิ่งที่อยากจะพูดในบทความตอนนี้ ก็คือว่า ความสำเร็จของแคมเปญ email marketing ที่คุณจะส่งไปหาลูกค้านั้น ขึ้นอยู่กับคุณภ าพของรายชื่ออีเมล์ที่คุณได้มานั่นเอง จากประสบการณ์หากเราส่งอีเมล์ไปหาสมาชิกของเรา หรือส่งหากลุ่มที่ ลูกค้าได้อนุญาตให้เราส่งอีเมล์หาเค้าได้นั้น จะมีสถิติการเปิดอ่านที่ค่อนข้างสูง

แต่ถ้าหากว่า เราส่งอีเมล์ไปหากลุ่มคนที่เราไปเช่าฐานข้อมูลมานั้น ผลการเปิดอ่านจะมีค่อนข้างต่ำโดยเฉพาะหากว่า หัวเรื่องอีเมล์ไม่ได้เกี่ยวข้องหรือกลุ่มเป้าหมายนั้น ไม่ได้สนใจในเรื่องนั้น ๆ ก็จะยิ่งมีผลการเปิดอ่านค่อนข้างต่ำมาก ๆ เรียกได้ว่าบางครั้ง อาจได้ไม่คุ้มเสีย เพราะนอกจากกลุ่มเป้าหมายจะไม่เปิดอ่านแล้ว อาจจะยังแจ้งว่าอีเมล์ของเราเป็น spam อีกด้วย เสียชื่อแถมเสียตังค์อีกด้วย

ดังนั้นจึงอยากแนะนำว่า หากเราสามารถสร้างกลุ่มผู้รับอีเมล์ หรือ mailing list ได้เอง ก็ควรทำอย่างยิ่ง เพราะเราจะได้กลุ่มเป้าหมายที่สนใจในสินค้า หรือบริการของเราจริง ๆ เรียกได้ว่า แม้ฐานข้อมูลจะมีคนไม่เยอะ แต่ก็เป็นกลุ่มรายชื่อคุณภาพนั่นเอง

รูปภาพประกอบโดย SC Fiasco

แนวโน้ม และโอกาสของ Digital Marketing ไทยในปี 2552

ปีวัว 2552 นี้ประเทศไทยเปิดตัวด้วยข่าวร้ายหลายข่าว ไม่ว่าจะเป็นข่าวไฟไหม้ที่ผับดังอย่าง Zantika และไฟไหม้เสือป่าพลาซ่า ที่อยู่ใกล้ ๆ กับตึกของ CSLoxinfo ที่ server ของ keng.com ตั้งอยู่ด้วย แต่ก็เอาเถอะครับ หวังว่าปี 2552 นี้คนไทย และผองเพื่อนชาว Digital Marketing ทั้งหลายจะมีความสุขกันถ้วนหน้านะภ

สำหรับปี 2552 นี้ ตลาด Digital Marketing น่าจะมีทิศทางที่ดีขึ้น ถึงแม้ว่าเศรษฐกิจไทย จะไม่ค่อยดี แต่ช่องทาง Digital กลับมีโอกาสโตขึ้นด้วยซ้ำ เพราะอาจมีผู้โฆษณาหลายราย โยกงบจากสื่ออื่น ๆ มาลงออนไลน์ มาดูกันดีกว่าครับ ว่าพอจะมีโอกาสดี ๆ ทางด้าน Digital Marketing ในปี 2552 อย่างไรบ้างในสายตาภ

1. โฆษณาทางอินเทอร์เน็ตโดยรวมโตขึ้น

ช่องทางโฆษณาบนอินเทอร์เน็ต โตขึ้นเนื่องจาก จำนวนผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตชาวไทย มีมากขึ้นเพราะค่าสาธารณูปโภ คต่าง ๆ เช่นค่าอินเทอร์เน็ต ถูกลง ผมสังเกตเห็นได้จาก จำนวนผู้ใช้ ที่เ้ข้าไปใช้งานเว็บแต่ละแห่ง ของปีที่แล้ว เีทียบกับปีนี้ เห็นว่าโตขึ้นอย่างเห็นได้ชัด อย่างเ่ช่น sanook.com กลางปีที่แล้ว มีคนใช้ประมาณ 3 แสนคนต่อวัน แต่ตอนต้นปี 2552 เห็นเลยว่า sanook.com มีคนใช้เพิ่มขึ้นเป็น 5 แสนกว่าคนต่อวัน รวมแล้วเฉพาะ top 10 เว็บไซต์ไทย ก็มีผู้ใช้รวมกันกว่า 2 ล้านคนต่อวันแล้ว มีลุ้นที่งบโฆษณาจากสื่ออื่น จะไหลมาสู่อินเทอร์เน็ต

2. Mobile Marketing
น่าลอง

สำหรับโอกาสแรกในปีนี้ เราได้เห็นข่าวว่า TrueMove ได้นำ iPhone แบบเป็นทางการ เข้ามาจำหน่าย เป็นเจ้าแรกในประเทศไทย นั่นหมายถึงคนไทย จะได้ใ้ช้โทรศัพท์ iPhone กันมากขึ้นไปอีก ในต่างประเทศ เราได้เห็นกันรูปแบบของ application บน iPhone กันเยอะ เพราะว่าที่ต่างประเทศมีคนใช้ iPhone กันมาก ดังนั้นถ้าคนไทยใช้ iPhone กันเยอะ เราก็มีโอกาสได้ใช้ iPhone เป็นอีกช่องทางหนึ่งในการทำ marketing ปัจจัยหลักอีกอย่างก็คือ การที่ระบบ 3G กำลังจะเริ่มให้เราได้ใช้แล้ว ถ้ามาจริงและสามารถแพร่หลายได้ ในปี 2552 นี้ ก็มีลุ้นให้ Mobile Marketing เกิด เพราะคนไทยเป็นเจ้าของมือถือกันเกิน 40 ล้านเครื่องแล้ว แถมบางคนถือคนเดียวหลาย ๆ เครื่องอีก จริง ๆ ปีที่แล้วก็ว่าน่าจะเกิดแล้ว แต่ก็ยังไม่เกิดซะที เลยคิดว่า ปีนี้โตขึ้นกว่าเดิมอีก พร้อมมีเทคโนโลยีใหม่ ๆ เข้ามาให้ใช้กัน เลยคิดว่าปีนี้แหละ …. คอนเฟิร์ม ..เอ้ย ฟันธง!!

3. Social Network ยังอยู่ในกระแส

คนใช้ facebook มักจะบอกว่า ใช้แล้วสนุกกว่า Hi5 แต่ในเมืองไทย facebook ไม่ฮิตเท่าเมืองนอก ที่โตกันโครม ๆ แต่เมืองไทยยังไม่แรงเท่า แต่หลังจากที่นั่งแอบมอง จำนวนผู้ใช้คนไทยใน facebook แล้วเห็นว่ามีอัตราการเติบโตที่ ค่อนข้างสูงและเร็วเหมือนกัน เมื่อปลายปีที่แล้ว ช่วงซักประมาณเดือนตุลาคม หรือพฤศจิกายน ผมลองดูจำนวนสมาชิก facebook ที่เป็นคนไทย เห็นว่ามีอยู่ประมาณ 120,000 คน แต่ต้นปี 2552 พบว่ามีสมาชิกคนไทย เพิ่มขึ้นเป็น 160,000 คนแล้ว facebook ในไทยยังโตได้อีกใช่ไหม แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ ตอนนี้คนคนหนึ่ง มี account ของ social network หลายแห่งยั้วเยี้ยไปหมด การที่จะสร้างอะไรขึ้นมาอำนวยความสะดวก ให้กับคนที่ใช้หลายๆ social network ให้สะดวกขึ้น ก็น่าสนใจทีเดียว

4. Search Marketing ร้อนแรงไม่หยุด

ปี 2551 ที่ผ่านมา การโฆษณาผ่าน Search Engine อย่างเช่นการใช้ Google Adwords นั้นได้รับความนิยมมากขึ้น โดยเฉพาะจากธุรกิจประเภท ท่องเที่ยว โรงแรมที่พัก ซึ่งเป็นปกติของธุรกิจแบบนี้อยู่แล้ว เนื่องจากการโฆษณาผ่าน Search Engine มักจะได้ผลการ conversion หรือแปลงกลับไปเป็นยอดขายค่อนข้างสูง แต่ที่น่าจับตามองก็คือ ธุรกิจประเภทอื่น ๆ ก็เข้ามาใช้ Search Engine Marketing มากขึ้น ไม่เว้นแม้แต่การหาเสียงเลือกตั้งผู้ว่า ฯ กทม ในตอนต้นปี 2552 ผมแอบเห็นคุณแก้วสรร หมายเลข 12 ใช้โฆษณา Adwords ในคีย์เวิร์ดคำว่า เลือกตั้งผู้ว่า” !!

5. Gaming Advertising สนุกสุด

เรารู้กันว่า คนไทยฮิตเล่นเกมส์กันแบบระเบิดระเบ้อ จากข้อมูลรายงานคีย์เวิร์ดสุดฮิตในเมืองไทย ที่ว่าคำว่า เกมส์ นั้นติดอันดับ 1 ใน 5 ของคำที่คนไทยค้นหามาตลอดหลายปี และปีนี้ก็ยังอยู่ บวกกับเกมส์ใหม่ๆ ออกมาอย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งการจับกลุ่มเป้าหมายที่หลากหลาย ทำให้ปีนี้ การโฆษณาในเกมส์ออนไลน์ มีความหลากหลายมากยิ่งขึ้น คนที่เล่นเกมส์ก็จะได้เห็นโฆษณา ในสถานที่แปลก ๆ ในเกมส์มากยิ่งขึ้น

6. Brand Reputation Monitoring มีส่วนสำคัญ

ได้คุยกับเจ้าของสินค้าบางท่าน บอกว่าปี 2552 นี้เศรษฐกิจไม่ค่อยสู้จะดีนัก ดังนั้นเค้าจึงต้อง รักษาฐานลูกค้าเก่าไว้ให้ดี ผมเลยมานึกว่า สิ่งไหนจะช่วยรักษาฐานลูกค้าให้เค้าได้บ้าง นอกจากการทำแค่ CRM ปกติแล้ว นั่นก็คือ การดูแลชื่อเสียงของ Brand ที่อยู่บนโลกออนไลน์นั่นเอง เพราะวันนี้ ข่าวหรือความคิดเห็น เกี่ยวกับ brand ที่ออกมาจากความรู้สึกของผู้บริโภคนั้น รวดเร็วมาก เพียงแค่ไม่กี่วินาทีหลังจากใช้บริการ ก็สามารถมาเขียนลงบนอินเทอร์เน็ตได้แล้ว ดังนั้น การดูแลว่ามีใครพูดถึง brand เราบนโลกออนไลน์นั้น มีความสำคัญมาก หากไม่ดูแลหรือเฝ้าติดตามให้ดี ธุรกิจอาจพังได้ในชั่วพริบตา

7. ผู้โฆษณาเข้าใจอินเทอร์เน็ตมากขึ้น

หลายปีที่ผ่านมา เราเห็นนักการตลาด และเจ้าของสินค้า (ผู้โฆษณา) เริ่มเข้าใจธรรมชาติของอินเทอร์เน็ตมากขึ้น คนเหล่านี้เข้าใจลักษณะนิสัย ของผู้บริโภคชาวไทย ที่มีการวิวัฒนาการในการบริโภคสื่อ และใช้ชีวิต ในโลกอินเทอร์เน็ตมากขึ้น สิ่งนี้คือสิ่งสำคัญที่สุดในปี 2552 นี้ เพราะเห็นเจ้าของสินค้า และนักการตลาดระดับสูงหลายท่าน หันมาใส่ใจการใช้สื่ออินเทอร์เน็ตกันมากขึ้นนี่คือสิ่งที่จะกระตุ้นโอกาสทางธุรกิจในโลกอินเทอร์เน็ตอย่างแท้

ที่มา : http://keng.com/

ทำอย่างไรให้วงการ Digital Marketing ไทยโตขึ้น

ก่อนอื่นคนที่ไม่ได้อยู่ในวงการโฆษณา อาจจะงงกับตัวเลข 0.8% หรือ 2% มันคืออะไร ขออธิบายอย่างง่าย ๆ ได้ว่ามันคือ จำนวน 0.8% ของเม็ดเงินมูลค่าการซื้อโฆษณา ทั้งหมดของประเทศไทย คือถ้าเทียบร้อยเปอร์เซ็น จะพบว่า งบโฆษณาส่วนใหญ่ ไปตามสื่อกระแสหลัก เช่น โฆษณาในโทรทัศน์ วิทยุ หรือหนังสือพิมพ์เ ป็นต้น ยิ่งเป็นโฆษณาทีวีด้วยแล้ว กินเงินไปเยอะเชียวครับ แต่เม็ดเงินจำนวนแค่ 0.8% ที่มาซื้อออนไลน์นั้น ยังถือว่าน้อยอยู่ เมื่อเทียบกับประเทศอื่น ๆ ในเอเชียแปซิฟิค

ดังนั้นวงการโฆษณา Digital Marketing รวมทั้งวงการ เว็บมาสเตอร์ ต้องการที่จะเห็นเม็ดเงินโฆษณา ไหลเข้ามาสู่สื่อ Digital มากยิ่งขึ้นเลยมีคำถามออกมาว่า ทำอย่างไร ให้การใช้เงินโฆษณาออนไลน์ โตจาก 0.8% ไปเป็น 2%”

ตอบไปในงานจิบกาแฟ อย่างคร่าว ๆ ว่าต้องเป็นความร่วมมือกันหลายฝ่าย มันถึงจะดันให้ตลาดโตขึ้นมาได้ โดยแบ่งเป็นสามฝ่ายใหญ่ ๆ ดังนี้

1. ฝ่ายเจ้าของเว็บ
เราสามารถเรียกเว็บต่างๆ ได้ว่าเป็นสื่อแต่ละยี่ห้อนั่นเอง ทางเจ้าของเว็บเองต้อง ทำให้เว็บไซต์มีเนื้อหาที่ดี และมีประโยชน์ให้กับผู้เข้าชมอย่างชัดเจน ไม่ทำการสร้างทราฟฟิคหลอก ๆ ขึ้นมา เช่นการใช้เทคนิคด้านมืด โกงให้ตัวเลขคนเข้าเว็บเยอะ ๆ จะได้มีคนมาลงโฆษณา หากเจ้าของเว็บทำแบบนี้แล้ว และมีคนมาลงโฆษณาจริง แต่พอเมื่อจบแคมเปญ จะพบว่าเว็บที่ตัวเลขคนเข้าเว็บเยอะ แต่ไม่ได้มีคนเข้ามาจริง ๆ ผู้โฆษณา หรือผู้กุมเงิน ก็จะผลตอบแทนอย่างที่ควรจะเป็น สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งที่บั่นทอนจิตใจของคนกำเงิน (หรือผู้ซื้อโฆษณานั่นเอง) หากผู้โฆษณาไม่เชื่อถือ สื่ออินเตอร์เน็ท ก็จะทำให้ตลาดไม่โตเท่าที่ควร

2. ฝ่ายเอเจนซี่โฆษณา

ฝ่ายนี้เรียกได้ว่าเป็นตัวกลางทำให้ผู้ซื้อโฆษณามาเจอกับเจ้าของเว็บ หน้าที่ของเอเจนซี่คือ การวางแผนให้แคมเปญต่าง ๆ ของลูกค้า ประสบความสำเร็จ มีบทบาทสำคัญคือ ต้องวางแผน และให้คำแนะนำกับทั้งเจ้าของเว็บ และผู้ซื้อโฆษณา ได้อย่างดี เพราะการวิเคราะห์ที่ผิดพลาดต่าง ๆ ก็จะทำให้ผู้ซื้อโฆษณา ไม่ได้รับแคมเปญโฆษณาที่ประสบความสำเร็จเช่นกัน ดังนั้นทางฝ่ายเอเจนซี่ ก็ต้องทำงานวางแผน digital marketing ให้ดี และก็ต้องมีสอนให้ลูกค้า รู้จัก และเข้าใจสื่อ digital media มากยิ่งขึ้น

3. ฝ่ายผู้ซื้อโฆษณา

เรามักจะแอบเรียกฝ่ายผู้ซื้อโฆษณาว่าลูกค้าซึ่งลูกค้าเอง ก็ต้องเข้าใจในมุมของ Digital Marketing ว่า มันสามารถทำแคมเปญโฆษณา ได้ตอบโจทย์ที่ลูกค้าต้องการได้จริง ๆ

โดยทั้ง 3 ฝ่าย ต้องทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุด ซึ่งทั้งสามฝ่าย ก็มีงานที่หนักในส่วนของตัวเองกันทั้งนั้น ดังนั้นก็คงต้องร่วมมือกัน ในทุก ๆ ส่วน

ที่มา : http://keng.com/

Photo by : Rene Ehrhardt

10 เทคนิค การออกแบบ แบนเนอร์ โฆษณา

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ผมได้มีโอกาสไปงาน Digital Conference ที่บาหลี ประเทศอินโดนีเซียมา ในงานเค้ามีแจกของที่ระลึกมาหนึ่งถุง ในนั้นมีของที่ระลึกจาก Yahoo มาด้วยครับ หนึ่งในนั้นคือกล่องใส่นามบัตร แต่ว่าในกล่องใส่นามบัตรนั้น แทนที่เค้าจะปล่อยให้ว่างไว้ เค้าดันใส่กระดาษสีม่วง ๆ มาแผ่นนึง (ไม่ใช่แบงค์ห้าร้อยนะครับ) เป็นข้อมูลที่น่าสนใจทีเดียว นั่นคือบทความเรื่อง 10 Tips for Creating Great Online Media Creative หรือเทคนิคในการออกแบบแบนเนอร์หรือชิ้นงาน creative ออนไลน์ครับ ไม่ว่าจะเป็นแบนเนอร์แบบธรรมดา, floating ad หรือ banner แบบ interactive ad เลยถือโอกาส เอาบทความนี้มาเล่าให้ฟังกัน

ในวงการเอเจนซี่ เค้าจะเรียกตัวชิ้นงานดีไซน์ต่างๆ ว่า creative เช่น ออกแบบ banner หนึ่งชิ้น เค้าก็เรียกว่านี่คือ creative หนึ่งชิ้นเป็นต้น เรามาดูกันว่าเทคนิคที่ Yahoo แนะนำมานี้ น่าสนใจแค่ไหน

ทาง Yahoo บอกเรามาก่อนเลยว่า เรามีเวลาเพียงแค่ไ่ม่เกิน 3 วินาที เพื่อที่จะดึงความสนใจจาก user หรือ visitor นี่คือเทคนิคในการออกแบบ creative ให้ผู้ชมสนใจ

  1. เน้นไอเดียหลักเพียงแค่ 1 หรือ 2 ประเด็นเท่านั้นก็พอ
  2. บริหารจัดการความยาวของตัวอักษรให้ดี ไม่ควรยาวเกินไป เดี๋ยวผู้ชมจะอ่านไม่ทัน
  3. เน้นให้เห็นถึงประเด็นที่อยากให้ผู้ชมทำ เช่น ให้โทรไป call center หรือให้คลิก หรือให้เล่นเกมส์ เป็นต้น
  4. ทำให้แบรนด์ดูโดดเด่นตลอดเวลาที่แสดง ad เช่น มี logo อยู่ทุกเฟรม
  5. ทำให้ banner นั้น interact ได้ เช่นมีเกมให้เล่น หรือให้เอาเมาส์คลิกเพื่อเล่นกับ banner หรือทำ link เพื่อให้ไปอ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้
  6. วีดีโอออนไลน์มีแนวโน้มที่จะทำงานร่วมกันได้ดีกับแคมเปญออฟไลน์อื่น ๆ
  7. ทำให้มีปุ่ม replay บน banner
  8. ทำให้ปุ่มปิด (close) ให้เห็นเด่นชัด ในกรณีที่เป็น floating ad หรือ banner รูปแบบอื่น ๆ ที่รบกวนผู้้ใช้ (ปกติแล้ว ปุ่มปิด ควรจะอยู่ที่มุมขวาบน)
  9. ใช้ตัวอักษรในการสื่อสารไอเดียหลัก ๆ แทนการใช้เสียง (เพราะผู้ใช้ส่วนใหญ่มักจะปิดเสียง)
  10. มีทางเลือกให้้ผู้ใช้ ในการเปิด หรือปิดเสียงของโฆษณาชิ้นนั้น ๆ

ขอบคุณข้อมูลจาก Yahoo

วิธีการตั้งราคา โฆษณาแบนเนอร์ สำหรับ blog

สำหรับ blog หรือเว็บเล็ก ๆ ที่ยังมี traffic หรือคนเข้าเว็บไม่เยอะ แต่หากต้องการจะขายโฆษณา จะตั้งราคาค่าโฆษณาของเรา อย่างไรดี คำถามนี้เป็นคำถามที่ค่อนข้างจะตอบได้ยาก เพราะหากว่าเราตั้งราคาถูกไป ก็ไม่คุ้ม ตั้งแพงไป ก็ไม่มีคนซื้อ ดังนั้นการตั้งราคาค่าโฆษณา ที่เหมาะสม น่าจะเป็นคำตอบที่สวยหรูที่สุด

ภาพประกอบโดย emdot

การตั้งราคาแบนเนอร์โฆษณา ที่เหมาะสมนั้น ย่อมต้องมีเหตุผลที่มาที่ไป เรามารู้จักราคาค่าโฆษณากันซักสองแบบก่อน ที่ผมเห็นบ่อย ๆ มักจะมีการขายค่าโฆษณากันอยู่สองแบบใหญ่ ๆ ในเมืองไทย ก็คือการขายโฆษณาแบบตั้งราคาขายเป็น CPM หรือเราอาจจะเข้าใจกันง่าย ๆ ว่า cost per thousand ก็คือราคาขาย ต่อหนึ่งพันหน่วยนั่นเอง เช่นเราอาจจะเคยเห็นเว็บแห่งหนึ่ง ตั้งราคาขายว่า CPM ละ 300 บาท นั่นหมายถึงราคาขาย 300 บาท จะแสดงแบนเนอร์ได้ 1,000 ครั้ง (impression) นั่นเอง การตั้งราคาในรูปแบบนี้ เหมาะสำหรับ blog หรือ เว็บที่มี traffic คนเข้าเว็บเยอะแล้ว สามารถแบ่งขายเพื่อให้แบนเนอร์นั้น rotate หมุนสลับกันไปเรื่อย ๆ จะทำให้เราสามารถรับโฆษณาได้หลายเจ้า ในตำแหน่งเดียวกัน

อีกรูปแบบหนึ่งของการตั้งราคาขายแบนเนอร์ก็คือการตั้งราคาแบบ Fixed Position หรือราคาเหมานั่นเอง การขายแบนเนอร์ในลักษณะเหมาจ่าย จะเป็นการแสดงแบนเนอร์เพียงเจ้าเดียว ในตำแหน่งนั้น ๆ เป็นส่วนใหญ่ สำหรับผู้ที่ต้องการตั้งราคาแบบเหมา แต่ไม่รู้จะเริ่มต้นอย่างไร ลองใช้วิธีนี้ครับ ลองดูจำนวน page views ของเว็บเรา เช่นเดือนหนึ่งจะมีคนดูเว็บประมาณ 10,000 page views ก็ลองหาร 1,000 ดูก่อนครับ ตัวเลขจะได้ 10 หน่วยของ CPM แล้วลองตั้งราคาของเราเทียบกับ CPM เช่น ถ้าสมมติเราขาย CPM ละ 300 บาท ดังนั้นเมื่อเราต้องการขายแบบ fixed เราก็จะได้ราคา CPM x จำนวนหน่วย (จากตัวอย่างนี้คือ 300 x 10) เราจะได้ราคาขายออกมาคือ 3,000 บาทต่อเดือน เป็นต้น การคิดราคาแบบนี้ ค่อนข้างจะคิดได้ง่าย แหละมีหลักการณ์ในการคิดที่ัชัดเจน ไม่ใช่การนั่งเทียนตั้งราคาเหมาะสำหรับเว็บเล็ก ๆ ที่ยังมี traffic ไม่เยอะนัก พอเว็บเรามีคนเข้าเยอะเมื่อไหร่ ค่อยเปลี่ยนไปขายโฆษณาเป็นแบบ CPM ก็ได้

ที่มา:http://keng.com/

DekAds โอกาส หารายได้ ของ Blog ไทย

ไม่นานมานี้ หลาย ๆ ท่านคงได้เห็นเว็บไซต์ที่ชื่อ DekAds ผ่านหูผ่านตากันไปบ้างแล้ว แต่อาจจะยังงงว่า มันคืออะไร แล้วจะช่วยชาว blog อย่างเราได้อย่างไรบ้าง ขยับเข้ามาใกล้ ๆ กันหน่อย จะเล่าให้ฟัง

สำหรับ DekAds นั้น เท่าที่ผมไปอ่านข้อมูลในเว็บของเค้ามา พบว่าเค้าคือ Ad Network ที่ช่วยขายโฆษณาให้ blog นั่นเอง เป็นเว็บไซต์ที่จะเป็นตัวกลาง ในการหาโฆษณา มาลงใน blog ต่าง ๆ ที่กระจัดกระจายกันอยู่ในประเทศไทย เพราะจากปัญหาเดิม ๆ ที่ blog หลายแห่ง ไม่สะดวกในการที่จะไปติดต่อ หาผู้ลงโฆษณามาเอง เพราะอาจจะถนัดเขียน blog อย่างเดียว ตัวเว็บ DekAds เองก็เปรียบเสมือนผู้ช่วย ที่จะแก้ปัญหานี้ เพราะ DekAds ก็จะเป็นผู้รวบรวม blog แล้วแยกเป็นหมวดหมู่ไว้ด้วยกัน แล้วก็ไปเสนอขายโฆษณา เพื่อหาเงินจาก Sponsor ซึ่งทางSponsorเอง ก็ตัดสินใจได้ง่ายขึ้นเพราะติดต่องานครั้งเดียว แล้วสามารถลงได้หลาย blog ไม่จำเป็นต้องไปติดต่อเองทีละ blog ซึ่งก็จะเป็นการสิ้นเปลืองเวลา การทำงานของเค้าเช่นกันดูแล้วภาพรวมคือ DekAds เป็นตัวกลาง ที่จะทำงานยาก ๆ ช่วยให้ blogger ได้มุ่งมั่นกับการเขียน blog ของตัวเองต่อไป แล้วทาง DekAds ก็จะไปทำหน้าที่หาโฆษณามา ซึ่งหากทางผู้โฆษณา ต้องการจะลงโฆษณาทางระบบของ DekAds ก็จะกระจายโฆษณา ไปตาม blog ต่าง ๆ ที่ผู้โฆษณาได้เลือกไว้โดยอัตโนมัติเคยเห็นระบบนี้ จากต่างประเทศ ซึ่งค่อนข้างได้รับความนิยมอย่างสูง และ DekAds ก็ถือได้ว่าเป็น Blog Ad Network แห่งแรกของไทยเช่นกัน ลองช่วย ๆ กันสมัครเป็นสมาชิก DekAds เพื่อให้เค้ามีพื้นที่โฆษณาไปเสนอขายได้เยอะ ๆ ก็จะเป็นการเพิ่มโอกาส ให้เราได้มีโฆษณามาลงได้เร็วขึ้นเช่นกันครับจากที่ผมได้ลองพูดคุย กับทางทีมงานของ DekAds ก็ค่อนข้างมีนโยบายที่ดี ก็คือ เค้าจะไม่นำเสนอโฆษณาในรูปแบบของ MLM หรือการตลาดแบบขายตรง (โฆษณาขายตรงเหล่านี้ เคยเห็นอยู่ใน Google Adwords ด้วยเช่นกัน) น่าจะเป็นนิมิตรหมายที่ดี ของวงการโฆษณาออนไลน์ของไทย และของวงการ blog ในไทยด้วยเช่นกัน

ที่มา:http://keng.com/2008/06/11/dekads-blog-ad-network/#more-170